Lovers Rock เสน่หาอบอวลในมวลความอยุติธรรม โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

Movies News

นปีที่จอหนังส่วนใหญ่ในโลกยังดับมืด ภาพยนตร์สตรีมมิ่งกลายเป็นสนามของผู้กำกับมือดี เราอาจจะดู Netflix กันเป็นสรณะ แต่หนึ่งในหนังดีของปีที่แล้วและต่อเนื่องถึงเวทีออสการ์ปีนี้ คือหนังชุดที่เรียกรวม ๆ ว่า Small Axe ของผู้กำกับอังกฤษ สตีฟ แมคควีน (ที่เรารู้จักกันจาก Twelve Years a Slave และ Shame) ออกฉายเมื่อปลายปีที่แล้วทาง BBC และลงสตรีมใน Amazon

Small Axe เป็นชุดภาพยนตร์ที่ประกอบด้วย 5 เรื่อง ได้แก่ Mangrove, Lovers Rock, Red White and Blue, Alex Wheatle และ Education แต่ละเรื่องอยู่ภายใต้ธีมเดียวกันแต่ไม่ได้ต่อเนื่องกัน (ดังนั้นจะดูแยกก็ได้ ความยาวมีตั้งแต่ชั่วโมงนิด ๆ ถึงสองชั่วโมง) ทั้ง 5 เรื่องว่าด้วยความทุกข์ ความสุข และความหวังของคนอังกฤษผิวสีเชื้อสายจาไมก้า ที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนในช่วงทศวรรษที่ 1970-1990 นักฟังเพลงคงคุ้นชื่อซีรีส์ Small Axe ว่าเป็นเพลงดังของ บ๊อบ มาร์เลย์ ศิลปินเรกเก้ชาวจาไมก้าที่โด่งดังมากในอังกฤษ เนื้อเพลงพูดถึงการต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ เปรียบเปรยว่าเจ้าอาณานิคมเป็น “ต้นไม้ใหญ่” และผู้เรียกร้องอิสรภาพคือ “ขวานด้ามเล็ก”

หนังอย่างน้อย 2 เรื่องจาก 5 เรื่องนี้มีสิทธิ์ลุ้นไปถึงออสการ์ ว่ากันว่าถ้าเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีที่แล้วไม่โดนยกเลิกเพราะโควิด หนังสองเรื่องจากเซ็ตนี้ คือ Mangrove และ Lovers Rock น่าจะอยู่สายประกวดและเป็นหนังดังแห่งปี (อันนี้เห็นด้วย) ถ้าจะเสาะหามาดูกัน ขอแนะนำสองเรื่องนี้ก่อน ส่วนอีกสามเรื่องในชุดค่อย ๆ ตามดูทีหลังได้

ถึงจะว่าด้วยเรื่องของคนอังกฤษเชื้อสายจาไมก้าทั้งคู่ แต่ Mangrove กับ Lovers Rock ช่างแตกต่างในโทนและอารมณ์ Mangrove เป็นหนังแห่งความคับแค้น เกรี้ยวกราด ถ่มถุยความอยุติธรรมและการเหยียดสีผิว หนังสร้างจากเรื่องจริงของร้านอาหารจาไมก้าชื่อ Mangrove ในย่านคนอพยพของลอนดอนในช่วงทศวรรษ1970 ที่กลายเป็นศูนย์รวมของนักเรียกร้องความเท่าเทียมและมักเป็นเป้าให้ตำรวจเรซิสท์บุกค้น ทำลายข้าวของ และจับตัวเจ้าของและลูกค้าตามอำเภอใจ นำไปสู่การพิจารณาคดีครั้งสำคัญของแอคติวิสท์ผิวสี 9 คนข้อหาก่อจลาจล

Mangrove เป็นหนังของความโกรธ และเป็นความโกรธที่เราเคยพบเห็นมาแล้วในหนังที่ว่าด้วยคนกลุ่มน้อยที่โดนรังแกซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ใช่เพียงแค่จากตำรวจเหยียดผิวสาม-สี่คน แต่โดยระบบเจ้าอาณานิคมที่ยังไม่เสื่อมอำนาจแม้จะผ่านเข้าสู่ยุคหลังอาณานิคมแล้ว Mangrove โดดเด่นด้วยรายละเอียดทางวัฒนธรรมและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ไม่ใช่เพียงแค่ระหว่างคนผิวสีกับคนขาว แต่ระหว่างนักเรียกร้องด้วยกันเองที่ส่วนหนึ่งเพียงแค่อยากใช้ชีวิตปกติและ “ยอม” เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่แฟร์ หรือจะลุกขึ้นจัดตั้งเดินขบวน ยอมถูกจับ เดิมพันกับประวัติศาสตร์ และเดินแถวขึ้นศาลเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง

จุดเด่นอีกประการของหนังชุด Small Axe คือเพลงประกอบ และในบรรดาหนัง 5 ตอนนี้ ตอนที่เพลงและดนตรีเป็นเคมีหลักในการสร้างเรื่องและบรรยากาศคือตอน Lovers Rock สำหรับผู้เขียน นี่คือหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีที่แล้วและดูซ้ำได้หลายรอบแน่ ๆ

ชื่อเรื่องมาจากตระกูลเพลงเรกเก้สายอ่อนหวาน (คือไม่ใช่เรกเก้โป้งชึ่ง) เป็นเพลงสำหรับคู่รักหนุ่มสาวไว้เต้นรำและจีบกันตามงานปาร์ตี้ หนังเรื่องนี้ยาวแค่ชั่วโมงกว่า ๆ ไม่มีพล๊อท ไม่มีเนื้อเรื่องจริงจัง เราเพียงแค่ตามสองสาวผิวสีในค่ำคืนที่เธอไปร่วมงานเต้นรำที่จัดในบ้าน – ปาร์ตี้แบบนี้เป็นเรื่องปกติของคนจาไมก้าในอังกฤษในยุค 1980 ที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปบาร์หรืองานเลี้ยงของคนขาว – ทั้งสองสาวฟังเพลง เต้นรำ มีหนุ่มมาจีบ โกรธกัน ดีกัน ฯลฯ ทั้งหมดเกิดขึ้นในบรรยากาศอบอวลด้วยแรงปรารถนา คลอเคลียด้วยเสียงเพลงและดีเจที่คอยกระตุ้นเร้าเสน่หาของคู่เต้นบนฟลอร์

“หนังคนดำ” – นี่เรียกกันอย่างตรงไปตรงมาถึงจะไม่ถูกหลัก PC – มักจะโดดเด่นเมื่อแสดงความเจ็บปวด หรือมีภาพการต่อสู้ (หนังในชุดนี้เองก็เป็นเช่นนั้น) แต่ Lovers Rock กลับตรงกันข้าม นี่คือหนังของความรื่นรมย์ ความรักที่กำลังก่อตัว ความอีโรติคของการเยื้องย่าง มือที่กวัดแกว่งตามร่างกาย ปากที่กระซิบคำรัก นี่แทบจะเป็นหนังแบบหว่องกาไวที่เน้นความลื่นไหลของบรรยากาศมากกว่าเนื้อเรื่อง แต่ Lovers Rock ยังคงความแหลมคมในรายละเอียดและบริบทของการที่ตัวละครเป็นชนกลุ่มน้อย  “การต่อสู้เรียกร้อง” ยังคงเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นในอีกรูปแบบ รูปแบบของอิสรภาพในการมีความสุขไม่ว่ามันจะสั้นแค่ไหน หนังเรื่องนี้เปล่งปลั่งด้วยอารมณ์ละเมียดละไม โดยไม่หลงลืมว่าผู้คนในหนังยังอาศัยอยู่ในโลกของความเป็นจริงที่ไม่ได้สวยงามเสมอไป

และอย่างที่ว่า ซาวด์แทร็คของเรื่องนี้มีเพลงดี ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินแต่รับรองว่าฟังแล้วเคลิ้ม เพลงเรกเก้มีความหลากหลายมากกว่าบ๊อบ มาร์เลย์ Lovers Rock และ Mangrove ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องคนจาไมก้าในลอนดอนผ่านภาพ แต่ผ่านเสียงเพลงแห่งความสุขและความทุกข์ของพวกเขาได้อย่างเต็มโสตประสาท